สุขภาพน้องแมว

20/03/2012

น้องแมวเป็นเชื้อรา

2
บทความโดย | 16,500 views
Tags: , ,
ringwormcat


โรคผิวหนังในน้องแมวที่เจอกันบ่อยมากโรคหนึ่ง คือ การติดเชื้อราที่ผิวหนัง ซึ่งมักจะทำให้น้องแมวขนร่วง มีสะเก็ดรังแค ดังนั้นวันนี้ทางชุมชนคนรักแมวเลยมีเรื่องของโรคเชื้อรามาฝากคุณผู้อ่านกันค่ะ

เชื้อราที่ติดผิวหนังนั้นคือเชื้ออะไร และติดมาน้องแมวได้อย่างไร

ไม่ใช่เชื้อราทุกสายพันธุ์จะสามารถทำให้เกิดโรคผิวหนัง เชื้อราที่ติดเชื้อมายังผิวหนังนั้นจะเป็นเชื้อราจำพวก Dermatophytes หรือที่ฝรั่งบางคนจะเรียกว่า Ringworm เชื้อราในกลุ่มนี้ที่มักก่อโรคผิวหนังในน้องแมวได้แก่ Microsporum canis นอกจากนี้อาจจะเป็นเชื้อ Microsporum gypseum และ Trichophyton mentagrephytes แต่จะพบได้ไม่บ่อยเท่าเชื้อชนิดแรกค่ะ

การติดต่อของโรคเชื้อราที่ผิวหนังนี้นั้นเกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับน้องแมวหรือสัตว์อื่นที่เป็นเชื้อรา หรือสัตว์ที่เป็นที่เป็นพาหะ (มีเชื้อราอยู่กับตัวแต่ไม่มีอาการทางผิวหนังให้เห็น) ในบางกรณีอาจจะติดจากสปอร์เชื้อราที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม/ข้าวของเครื่องใช้ เช่น หวี ที่นอน เสื้อผ้า เป็นต้น

โรคเชื้อราที่ผิวหนังนี้สามารถติดจากน้องแมวตัวหนึ่งไปยังน้องแมวตัวอื่น เจ้าของ (คน) หรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆในบ้านได้ แต่ทั้งนี้การมีเชื้อราอยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือในตัวแมว ก็ไม่ได้แปลว่าเจ้าของ น้องแมวหรือสัตว์เลี้ยงตัวอื่นๆจะต้องติดเชื้อราเสมอไป การจะติดหรือไม่ติดเชื้อรานั้น มีปัจจัยแวดล้อมเป็นตัวกำหนดอยู่ด้วย ได้แก่

  • อายุ มักพบว่าน้องแมวหรือลูกสัตว์อายุน้อยจะเป็นเชื้อราได้ง่ายกว่าน้องแมวที่โตแล้ว
  • ระดับภูมิคุ้มกันของน้องแมว เจ้าของและสัตว์เลี้ยงอื่นๆในบ้าน ถ้าน้องแมวมีระดับภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น น้องแมวติดเชื้อไวรัสเอดส์แมว ไวรัสลิวคีเมียติดต่อ หรือกำลังมีความเครียดอยู่ ก็จะมีโอกาสติดเชื้อราสูงกว่าน้องแมวที่ปกติ
  • สุขอนามัย ถ้าเจ้าของรักษาความสะอาดของบ้านและข้าวของเครื่องใช้สม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้เสื้อผ้าหรือเครื่องเรือนสกปรกหมักหมม หมั่นนำไปซัก ทำความสะอาดและตากแดด ก็จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อราได้
  • ความหนาแน่นในการเลี้ยงและอยู่อาศัย พบว่าบ้านที่เลี้ยงแมวหรือสัตว์เลี้ยงหลายตัวอยู่รวมกันอย่างแออัด มักจะทำให้มีความเครียดและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีตามมา ทำให้แมวเป็นเชื้อราได้ง่ายขึ้นค่ะ
  • ในน้องแมวบางตัวที่พบว่าเจ้าของอาบน้ำบ่อยเกินไปและหลังอาบน้ำไม่เช็ดหรือเป่าตัวแมวให้แห้ง ปล่อยให้เปียกชื้นเป็นเวลานาน พบว่ามีโอกาสเป็นเชื้อราได้ง่ายขึ้น เนื่องจากการอาบน้ำที่ถี่เกินไป กลับเป็นการทำลายกลไกตามธรรมชาติที่ผิวหนังในการป้องกันการติดเชื้อต่างๆ และยังเป็นการเพิ่มความอับชื้นที่ผิวหนัง ซึ่งเป็นสภาวะที่เชื้อราชอบและเติบโตได้ดี


อาการที่มักพบ

เชื้อรานั้นจะใช้เคราติน (keratin) ที่ผิวหนังเป็นอาหาร ดังนั้นส่วนที่มีเคราตินเยอะๆ จึงมักจะเป็นจุดที่มีการติดเชื้อรา ซึ่งได้แก่ เส้นขนและเล็บ โดยลักษณะอาการที่พบในน้องแมวนั้นคือ มีวงขนร่วงและมีสะเก็ดรังแคปกคลุม อาจมีผิวหนังแดงอักเสบร่วมด้วยได้ อาจจะคันหรือไม่คันก็ได้ ตำแหน่งที่มักพบอาการได้แก่ หัว หู หาง และเท้าหน้า แต่ในรายที่รุนแรงก็อาจพบอาการได้ทั้งตัวเลยก็ได้ค่ะ และอาการในน้องแมวนั้นมักพบว่าไม่ค่อยเป็นแค่ตำแหน่งเดียว เนื่องจากสปอร์เชื้อราจะแพร่กระจายไปทั่วตัวได้เร็ว เนื่องมาจากนิสัยชอบเลียตัวเองของน้องแมวนั่นเองค่ะ

จะรู้ได้อย่างไรว่าน้องแมวเป็นเชื้อรา

การวินิจฉัยโรคนี้นั้นจะทำได้หลายวิธี โดยมากมักใช้วีการตรวจดูลักษณะอาการ ร่วมกับการใช้เครื่องมือในการตรวจดังนี้

  • ใช้ไฟพิเศษสำหรับตรวจเชื้อราส่องตามตัวน้องแมว (Wood’s lamp examination) วิธีนี้จะตรวจได้เฉพาะกรณีที่เป็นเชื้อราจากเชื้อ Microsporum canis เท่านั้น ส่วนเชื้ออื่นๆจะตรวจด้วยวิธีนี้ไม่ได้
  • เอาเส้นขนไปส่องตรวจหาสปอร์เชื้อราด้วยกล้องจุลทรรศน์
  • นำเส้นขนและสะเก็ดผิวหนังไปเพาะเชื้อรา ในกรณีจะใช้เวลา 1-3 สัปดาห์ในการทราบผลเพาะเชื้อค่ะ


จะรักษาเชื้อราได้อย่างไร

  • ยากินที่นิยมนำมาใช้ในการรักษาน้องแมวจะมี 2 ตัว ตัวแรกคือ Itraconazole เป็นยาตัวยาที่ได้ผลดีในการรักษาน้องแมว โดยให้กินทุกวัน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 2-8 สัปดาห์ ยาในกลุ่มนี้อาจมีผลข้างเคียงต่อเซลล์ตับได้บ้าง จึงต้องระมัดระวังการใช้ยานี้ในน้องแมวที่มีปัญหาตับค่ะ ส่วนยากินอีกตัว คือ Lufenuron ยากินนี้ทางผู้ผลิตเคลมมาสำหรับใช้ในการควบคุมและกำจัดไข่หมัด และมีรายงานพบว่ายานี้มีผลต่อกระบวนการเติบโตของเชื้อรา ทำให้สามารถนำมารักษาการติดเชื้อราได้ โดยนำมาให้กินทุก 1-2 สัปดาห์ ซึ่งประสิทธิภาพในการรักษานั้นต่ำกว่าตัวยา Itraconazole แต่ก็มีข้อดี คือไม่ต้องป้อนยาบ่อย ทำให้อาจจะเหมาะกับน้องแมวที่ป้อนยายากมากกว่าค่ะ
  • ยาภายนอก ได้แก่ แชมพูยาฆ่าเชื้อรา และครีม/โลชั่นทาฆ่าเชื้อรา โดยการใช้แชมพูยานั้นควรนำมาอาบน้องแมวทุก 4-7 วัน การใช้แชมพูยานั้นมีประโยชน์เพื่อลดการแพร่กระจายของสปอร์เชื้อราไปยังน้องแมวตัวอื่น เจ้าของและสิ่งแวดล้อม และใช้ในการควบคุมการติดเชื้อในระยะยาว หรือใช้ในกรณีที่น้องแมวไม่สามารถทานยาได้จริงๆ ส่วนครีมทาหรือโลชั่นสำหรับทาฆ่าเชื้อรานั้น พบว่าในน้องแมวมักจะได้ผลในการรักษาไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เนื่องจาก แมวมักจะเลียตัวเอง ทำให้สปอร์แพร่กระจายไปได้เร็ว พอทาครีมรักษาตำแหน่งเดิมหาย ก็มามีที่ตำแหน่งใหม่ จึงมักพบว่าสัตวแพทย์จะไม่ค่อยนิยมจ่ายครีมทาในการรักษาเชื้อราเพียงอย่างเดียวค่ะ
  • การตัดขนให้สั้น ในกรณีที่น้องแมวขนยาว เช่น น้องแมวเปอร์เซีย อาจพาน้องแมวมาตัดขนให้สั้น เพื่อให้ลดความอับชื้นที่เส้นขน ซึ่งความชื้นจะช่วยทำให้เชื้อราเจริญได้ดี และช่วยกำจัดเส้นขนที่ติดเชื้อออกไป นอกจากนี้ยังช่วยทำให้เวลาอาบแชมพูยาสัมผัสผิวหนังและโคนเส้นขนได้ดีขึ้นและทำให้ประหยัดแชมพูยา ซึ่งมักมีราคาแพงกว่าแชมพูทั่วๆไปมาก แต่ในบางตำราก็บอกว่าไม่ควรนำแมวที่เป็นเชื้อราไปตัดขน เพราะการตัดขนอาจจะทำให้สปอร์เชื้อราแพร่กระจายไปทั่วตัวได้ง่ายขึ้น ดังนั้นจึงแนะนำว่า ถ้าจะตัดขนน้องแมว ให้ทำหลังจากอาบน้ำน้องแมวไปด้วยแชมพูยาประมาณ 1-2 ครั้งก่อน เพื่อลดสปอร์ที่อาจจะแพร่กระจาย และหลังจากเอาอุปกรณ์ตัดขนมาตัดขนน้องแมวที่เป็นเชื้อราแล้ว ควรทำความสะอาดและฆ่าเชื้อที่อุปกรณ์ด้วย เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อที่อาจติดไปยังน้องแมวหรือน้องหมาตัวอื่นได้ หรืออุปกรณ์ตัดขนชิ้นใดที่สามารถทิ้งได้ ก็ให้ทิ้งไปเลย ไม่นำมาใช้ต่อดีกว่า
  • วัคซีน ในปัจจุบันมีวัคซีนที่ผลิตมาเพื่อใช้รักษาโรคติดเชื้อราในน้องแมวด้วย (แต่ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าในประเทศไทยมีการนำเข้ามาจำหน่ายรึยังนะคะ) โดยในการศึกษาพบว่า การใช้วัคซีนเพียงอย่างเดียว มักจะไม่สามารถรักษาเชื้อราได้สำเร็จ พบว่าทำได้แค่ในการลดความรุนแรงของโรค จึงแนะนำให้ใช้ควบคู่กับการรักษาด้วยวิธีอื่นด้วย

โดยทั่วไปจะพบว่าอาการดีขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์ อาจจะดีขึ้นจนแทบไม่เห็นอาการเลย แต่จากการศึกษาพบว่ายังมีสปอร์เชื้อราบางส่วนอยู่ตามตัวน้องแมว ดังนั้นเมื่อรักษาไปจนอาการดีขึ้นแล้ว ก็ต้องรักษาต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่งก่อนเพื่อให้สปอร์เชื้อราหมดไปจริงๆ ซึ่งจะทราบได้จากการส่งเพาะเชื้อรา และไม่พบเชื้อราขึ้นในจานเพาะเชื้อแล้วอย่างน้อย 2 ครั้งติดต่อกัน ในทางปฏิบัติจริงที่เจ้าของบางรายไม่สะดวกจ่ายค่าเพาะเชื้อรา ก็จะแนะนำให้ใช้แชมพูยาเพื่อควบคุมและกำจัดกำจัดสปอร์เชื้อราต่อไปอีกอย่างน้อย 2 เดือนหลังจากอาการดีขึ้นแล้วค่ะ

นอกจากการรักษาตัวน้องแมวที่ติดเชื้อราแล้ว การกำจัดสปอร์เชื้อราที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องที่สำคัญด้วย เพราะถ้ามีสปอร์ในสิ่งแวดล้อมก็จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อวนเวียน ทำให้หายได้ยากขึ้น หรืออาจจะทำให้มีโอกาสติดไปยังน้องแมวตัวอื่นหรือเจ้าของได้มากขึ้น น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีฤทธิ์ฆ่าสปอร์เชื้อราที่หาได้ง่ายๆก็คือ น้ำยาซักผ้าขาวที่ส่วนผสมของไฮโปคลอไรท์ มาเจือจางกับน้ำเปล่าในอัตราส่วน 1:16 แล้วเช็ดถูหรือพ่นตามบ้านเรือน และควรใช้เครื่องดูดฝุ่นมาทำความสะอาดตามพื้น พรม หรือเครื่องเรือนต่างๆ เพื่อดูดสปอร์เชื้อราในสิ่งแวดล้อมออกไปด้วยค่ะ

เอกสารอ้างอิง