สุขภาพน้องแมว

05/01/2012

โรคเอดส์แมว (Feline Immunodeficiency Virus: FIV)

3
บทความโดย | 20,096 views
Tags: , ,
110830-jack-the-cat-hmed.photoblog600

เชื่อว่าคนรักน้องแมวหลายๆท่าน คงจะเคยได้ยินหรือรู้จักโรคเอดส์แมวกันมาบ้าง บางคนก็อาจจะไม่รู้จักโรคนี้ แต่แค่ได้ยินคำว่าเอดส์ หลายคนคงรู้สึกว่าโรคนี้ต้องน่ากลัวแน่ๆ จะรุนแรงแค่ไหน จะติดมาคนหรือเปล่า น้องแมวที่เป็นจะตายเร็วหรือไม่ วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับโรคเอดส์แมวมาฝากคุณผู้อ่านกันค่ะ


โรคเอดส์แมวเกิดจากเชื้ออะไร

โรคเอดส์แมวนั้นเกิดจากเชื้อไวรัส Feline Immunodeficiency Virus (หรือเรียกย่อๆว่า FIV) เป็นไวรัสในตระกูลเดียวกับโรคลิวคีเมียติดต่อในแมว (Feline Leukemia Virus: FeLV) และเป็นไวรัสในกลุ่มเดียวกับไวรัสเอดส์ในคน (Human Immunodeficiency Virus: HIV)

การติดต่อ

การติดต่อของไวรัส FIV นั้นพบมากที่สุดว่าเกิดจากการกัดกันกับแมวที่มีเชื้อไวรัสอยู่ ดังนั้นเราจึงมักเจอว่าน้องแมวที่ป่วยด้วยเชื้อ FIV นี้จะเจอในแมวเพศผู้มากกว่าเพศเมีย (เพราะเพศผู้มักจะมีพฤติกรรมกัดกันมากกว่าเพศเมีย) เจอในแมวที่ไม่ทำหมันมากกว่าแมวที่ทำหมัน (เพราะแมวที่ทำหมันจะมีความก้าวร้าวลดลง พฤติกรรมที่ชอบกัดกับแมวตัวอื่นก็จะลดลงไปด้วย) และพบในแมวที่เลี้ยงปล่อยนอกบ้านหรือมีแมวหลายตัวในบ้าน มากกว่าแมวที่เลี้ยงให้อยู่แต่ในบ้านตัวเดียว (เนื่องจากแมวที่เลี้ยงในบ้านตัวเดียว ไม่ได้ออกไปเจอแมวตัวอื่น ก็จะแทบไม่มีโอกาสกัดกับใคร โอกาสติดโรคนี้จึงน้อยลงมาก)

นอกจากการกัดกันแล้ว พบได้ว่าในกรณีที่แม่แมวมีเชื้อไวรัสนี้อยู่ อาจแพร่ไวรัสให้แก่ลูกแมวระหว่างการตั้งท้อง หรือผ่านทางน้ำนมและน้ำลายได้ ส่วนการผสมพันธุ์นั้นก็สามารถทำให้น้องแมวติดเชื้อนี้ได้ แต่พบได้ไม่บ่อยเท่าไหร่นักค่ะ

คนจะติดไวรัส FIV จากแมวได้หรือไม่

หลายคนมีคำถามว่า เอ๊ะ! ในเมื่อไวรัส FIV เป็นไวรัสกลุ่มเดียวกับ HIV จึงสงสัยว่าแล้วคนจะเป็นเอดส์หรือติดเชื้อไวรัส FIV จากแมวได้หรือไม่ คำตอบก็คือไม่ติด เพราะไวรัส FIV นั้นเป็นไวรัสที่จำเพาะต่อกลุ่มสัตว์ที่ติด กล่าวคือ สัตว์ที่จะติดไวรัส FIV ได้จะมีเพียงในสัตว์ตระกูลแมวเท่านั้น ไม่ติดข้ามไปยังสัตว์ชนิดอื่น ไม่ติดมายังคน และยังไม่พบรายงานว่าไวรัสชนิดนี้ก่อโรคในคน ดังนั้นเจ้าของที่เลี้ยงน้องแมวที่ป่วยด้วยโรคเอดส์แมวนี้ ไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นโรคเอดส์จากแมวนะคะ

ไวรัส FIV ทำให้แมวป่วยได้อย่างไร

เมื่อน้องแมวติดไวรัสนี้มาแล้ว น้องแมวบางตัวจะไม่แสดงอาการผิดปกติให้เราเห็นเลยได้นานเป็นปีหรือหลายปี ซึ่งระยะเวลาที่แมวไม่แสดงอาการป่วยนี้จะนานมากน้อยแค่ไหนขึ้นกับระดับภูมิคุ้มกันของแมวเอง ถ้าภูมิคุ้มกันของแมวยังมีมากพอที่จะต้านทานการติดเชื้อโรคแทรกซ้อนอื่นๆ แมวก็จะไม่แสดงอาการป่วยให้เห็น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ภูมิคุ้มกันของแมวลดต่ำลงจนน้อยมาก แมวก็จะแสดงอาการป่วยจากการติดเชื้อต่างๆ โดยเฉพาะจากเชื้อที่มีทั่วๆไปในสิ่งแวดล้อมซึ่งเชื้อเหล่านี้มักจะไม่ก่อโรคในแมวปกติ แต่จะมาก่อโรคในแมวที่ติดเชื้อ FIV ได้อย่างรุนแรง จนทำให้แมวสุขภาพทรุดโทรมและเสียชีวิตได้ในที่สุด

อาการของโรคนี้เป็นอย่างไร

แมวที่ติดเชื้อไวรัส FIV นั้น เราสามารถแบ่งการติดเชื้อตามอาการได้หลายระยะ คร่าวๆคือ

  • ระยะเฉียบพลัน แมวจะแสดงอาการต่อมน้ำเหลืองโต มีไข้ อาจมีอาการท้องเสียหรือโลหิตจางร่วมด้วยได้
  • ระยะแฝง เป็นระยะที่ต่อจากระยะเฉียบพลัน โดยแมวจะไม่มีอาการผิดปกติให้เห็นเด่นชัด แต่ในแมวบางตัวอาจพบว่ามีต่อมน้ำเหลืองโตเล็กน้อย ระยะแฝงนี้อาจกินเวลาไม่กี่เดือนจนถึงหลายปีเลยก็ได้ค่ะ
  • ระยะเรื้อรัง หรือระยะแสดงอาการเอดส์ มักจะแสดงอาการดังนี้
    • ขนหยาบ ยุ่งพันกัน มีไข้เรื้อรัง กินอาหารลดลง
    • เหงือกและช่องปากอักเสบ อาจเกิดแผลหลุมในช่องปาก และมีกลิ่นปากเหม็น
    • มีปัญหาติดเชื้อที่ผิวหนัง กระเพาะปัสสาวะ และทางเดินหายใจเรื้อรัง
    • ท้องเสียบ่อยๆ
    • น้ำหนักลดลงเรื่อยๆ
    • ต่อมน้ำเหลืองโต
    • อาจแสดงอาการทางประสาท ตาอักเสบ เป็นโรคไตและเนื้องอกร่วมด้วยได้


แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าแมวติดเชื้อไวรัส FIV

ในปัจจุบันการตรวจหาไวรัส FIV นั้น มีวิธีการที่สัตวแพทย์นิยมตรวจก็คือ การใช้ชุดตรวจสำเร็จรูปเพื่อหาภูมิคุ้มกัน (Antibodies) ต่อเชื้อไวรัส ถ้าตรวจออกมาได้ผลเป็นบวก แปลได้ว่าน้องแมวตัวนั้นน่าจะเป็นไวรัส FIV แต่ก็มีหลายกรณีที่ตรวจออกมาได้ผลเป็นบวก แต่แมวอาจจะไม่ได้เป็นไวรัสนี้ เช่น ในกรณีที่ตรวจในแมวเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน อาจพบว่าผลตรวจเป็นบวกได้ เนื่องจากลูกแมวได้รับภูมิคุ้มกันเชื้อนี้จากแม่แมวโดยที่ไม่ได้ติดเชื้อก็ได้ ในกรณีนี้ให้รอจนลูกแมวอายุครบ 6 เดือนแล้วจึงตรวจซ้ำ ถ้าผลออกมาเป็นบวก จึงจะถือว่าแมวติดไวรัส FIV จริงๆ

ส่วนในกรณีที่ผลตรวจออกมาเป็นลบนั้นโดยมากมักจะแปลผลว่า น้องแมวตัวนั้นไม่ได้ติดเชื้อ FIV แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป ในกรณีที่แมวเพิ่งติดเชื้อไวรัสชนิดนี้มาไม่เกิน 3 เดือน ร่างกายอาจจะยังไม่สร้างภูมิคุ้มกันออกมา ทำให้ตรวจด้วยชุดตรวจจึงออกมาได้ผลเป็นลบ ดังนั้นเมื่อตรวจด้วยชุดตรวจแล้วผลเป็นลบ จึงอาจจำเป็นที่จะต้องตรวจซ้ำในอีก 3-6 เดือนถัดมาเพื่อยืนยันผลการตรวจ และพบด้วยว่าในกรณีที่แมวที่ติดเชื้อไวรัส FIV ในระยะท้ายๆ (ระยะแสดงอาการเอดส์) ผลการตรวจด้วยวิธีนี้อาจเป็นลบได้ เพราะภูมิคุ้มกันของแมวป่วยในระยะนี้อาจต่ำลงมากจนไม่สามารถผลิตภูมิคุ้มกันออกมาได้มากพอจนตรวจด้วยชุดตรวจได้นั่นเองค่ะ

นอกจากนี้ยังมีการตรวจด้วยการหาดีเอ็นเอ (DNA) ของไวรัส FIV ซึ่งจะให้ผลตรวจที่แม่นยำกว่าการตรวจด้วยชุดตรวจสำเร็จรูป โดยมากมักใช้ในเคสงานวิจัย ยังไม่ค่อยนำมาใช้ในการตรวจทั่วๆไป เนื่องจากมีห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจหาไวรัส FIV ได้ไม่กี่ที่ และค่าใช้จ่ายในการตรวจด้วยวีธีนี้จะสูงกว่าการตรวจด้วยชุดตรวจสำเร็จรูปค่ะ

การรักษา

แมวที่ป่วยด้วยไวรัส FIV นั้น ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ การรักษานั้นจะเป็นการทำให้แมวมีคุณภาพชีวิตที่ดี รักษาหรือทำให้ไม่เจ็บป่วยด้วยโรคแทรกซ้อน และพยายามทำให้แมวมีภูมิคุ้มกันแข็งแรงให้มากที่สุด ซึ่งมีดังนี้

  • ให้ยาที่มีผลในการต้านไวรัสและกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ในปัจจุบันนิยมใช้ Interferon แบบฉีดโดสสูงช่วยต้านไวรัส ซึ่งได้ผลลดปริมาณไวรัสได้ในบางเคส แต่การใช้ Interferon แบบฉีดนั้นจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังมีการนำ interferon มาให้กินในขนาดต่ำๆเพื่อช่วยในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของตัวแมวป่วย ให้แข็งแรงพอที่จะต่อต้านไวรัส ซึ่งถ้านำมาใช้ในขนาดให้กินนี้ ค่าใช้จ่ายจะไม่สูงเมื่อเทียบกับแบบฉีดค่ะ
  • การใช้ยาต้านไวรัสของมนุษย์ เช่น AZT (Zidovudine) ในหลายการทดลองพบว่าได้ผลในการต้านไวรัสในระดับหนึ่ง และมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการใช้ Interferon แต่อาจพบผลข้างเคียงคือ อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางและกดไขกระดูกได้
  • การใช้สมุนไพรหรือสารสกัดจากธรรมชาติต่างๆ เช่น สารสกัดจากขมิ้นชัน ชาเขียว เมล็ดองุ่น อิชินาเชีย เป็นต้น
  • การรักษาภาวะแทรกซ้อนตามอาการ เช่น ช่องปากอักเสบ การติดเชื้อต่างๆ โรคไต เป็นต้น
  • ในกรณีที่แมวมีปัญหาทานอาหารได้น้อย อาจให้ยาที่มีผลกระตุ้นให้แมวอยากอาหารเพิ่มขึ้น และให้อาหารเสริมที่มีโปรตีน แร่ธาตุและวิตามินเพื่อช่วยชดเชยในส่วนที่แมวได้รับไม่เพียงพอจากการทานอาหารได้น้อยค่ะ
  • หลีกเลี่ยงการได้รับยาที่มีผลต่อการกดภูมิคุ้มกัน เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ เป็นต้น


การดูแลน้องแมวที่ป่วยด้วยโรคเอดส์แมว

  • ควรเลี้ยงน้องแมวที่ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ไว้แต่ในบ้านและถ้าเลี้ยงหลายตัวก็ควรเลี้ยงแยกจากแมวตัวอื่น เพื่อลดการแพร่เชื้อไปยังแมวตัวอื่น และลดโอกาสติดเชื้อแทรกซ้อนจากแมวตัวอื่นที่อยู่นอกบ้าน
  • ควรทำหมันแมวที่ติดเชื้อไวรัส FIV เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อจากการผสมพันธุ์ และการแพร่เชื้อจากแม่แมวสู่ลูกแมว
  • พยายามให้น้องแมวทานอาหารให้ได้ตามหลักโภชนาการ ถ้าน้องแมวทานได้น้อย ควรปรึกษากับสัตวแพทย์ และอาจขอยากระตุ้นความอยากอาหารมาป้อนให้แมว และอาจป้อนอาหารเสริมให้แมวควบคู่ไปด้วย หลีกเลี่ยงการให้อาหารที่ไม่สุก เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อแบคทีเรียและปรสิตที่ปนเปื้อนมากับอาหารที่ไม่สุกค่ะ
  • พยายามพาน้องแมวไปพบกับสัตวแพทย์ตามนัด เพื่อตรวจสุขภาพแมวเป็นประจำอย่างเคร่งครัดด้วยนะคะ


น้องแมวที่ติดเชื้อไวรัส FIV จะมีอายุอยู่ได้นานแค่ไหน

น้องแมวที่ติดเชื้อไวรัสนั้นจะมีอายุอยู่ได้นานแค่ไหนนั้น ไม่สามารถตอบได้ชัดเจน เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่ระดับภูมิคุ้มกันของตัวแมวเอง ระยะของโรคที่ตรวจพบ การดูแลจากเจ้าของ โรคแทรกซ้อนที่แมวเป็น แมวบางตัวอาจมีชีวิตอยู่ได้นานหลายเดือนหรือหลายปี แต่บางตัวอาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่วันหลังจากตรวจพบโรคก็ได้ค่ะ

เราจะป้องกันไม่ให้น้องแมวติดไวรัส FIV นี้ได้อย่างไร

การป้องกันแมวไม่ให้ติดไวรัส FIV ที่ดีที่สุดนั้นก็คือ การป้องกันไม่ให้น้องแมวไปสัมผัสกับเชื้อ ได้แก่ การเลี้ยงแมวให้อยู่แต่ในบ้าน ลดโอกาสการเจอกับแมวตัวอื่นนอกบ้าน ทำหมันแมวเพื่อลดโอกาสติดโรคจากการผสมพันธุ์ และลดความก้าวร้าวจากอิทธิพลจากฮอร์โมนเพศโดยเฉพาะแมวเพศผู้

ในปัจจุบันมีวัคซีนที่ใช้ป้องกันโรค FIV ในบ้านเราแล้ว แต่วัคซีนนี้มีข้อเสีย คือ ใช้ป้องกันโรคในอัตราที่ไม่สูงเท่าไหร่นัก (ป้องกันโรคได้ประมาณ 70%) ไม่ครอบคลุมทุกสายพันธุ์ของไวรัส FIV และราคาวัคซีนที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นถ้าเจ้าของอยากทำวัคซีนป้องกันโรคนี้ ให้ลองปรึกษาสัตวแพทย์ที่ดูแลน้องแมวของท่านก่อนก็ได้ค่ะ

ถ้าน้องแมวตัวเก่าที่เป็นโรคเอดส์แมวตายแล้ว เราจะเอาลูกแมวตัวเก่าเข้ามาในบ้านได้เมื่อไหร่

โดยปกติแล้วไวรัส FIV นั้นจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นอกร่างกายแมวได้นานนัก (2-3 ชั่วโมง) แต่อย่างไรก็ดี ถ้าต้องการนำลูกแมวตัวใหม่เข้ามาในบ้านที่เคยเลี้ยงแมวที่ตายด้วยโรคเอดส์แมว ก็ควรทำความสะอาดบ้านและข้าวของเครื่องใช้ด้วยการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ (ที่หาได้ง่ายและราคาไม่แพง คือ น้ำยาซักผ้าขาวที่มีส่วนผสมของไฮโปคลอไรท์ มาผสมน้ำ 4 ออนซ์ต่อน้ำสะอาด 1 แกลลอน) มาเช็ดถูให้ทั่วบริเวณบ้าน และลูกแมวที่จะนำเข้ามาเลี้ยง ควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคต่างๆมาบ้างแล้ว

ที่มา: