การดูแลพื้นฐานสำหรับน้องแมวที่อายุเยอะ

การดูแลพื้นฐานสำหรับน้องแมวที่อายุเยอะ

by  auiyoung  28 / 04 / 2012 

เมื่อน้องแมวมีอายุเยอะขึ้น การดูแลน้องแมวก็จะมีรายละเอียดที่เปลี่ยนไปต่างกับในแมวเด็ก หรือแมวที่มีอายุน้อย ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวจะมีอะไรนั้น วันนี้ทางชุมชนคนรักแมวมีข้อมูลมาฝากกันค่ะ อาหาร น้องแมวแก่หลายตัวอาจจะมีปัญหาในการเคี้ยวอาหารที่แข็ง เนื่องจากอาจจะมีช่องปากอักเสบ หรือฟันหลุดร่วงไปตามอายุ ดังนั้นในน้องแมวแก่บางตัว เจ้าของอาจจะต้องปรับให้อาหารที่มีลักษณะอ่อนนุ่มขึ้นหรือเคี้ยวง่ายขึ้น หรือให้อาหารสำเร็จรูปสำหรับน้องแมวแก่โดยเฉพาะซึ่งจะช่วยให้สุขภาพปากน้องแมวแข็งแรงดีขึ้น คอนเซปต์อาหารที่เหมาะสำหรับน้องแมวแก่นั้น ได้แก่ มีปริมาณโปรตีนเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป ย่อยง่ายดูดซึมได้ดี เพื่อให้น้องหมาได้รับสารอาหารเพียงพอ ลดปริมาณเกลือโซเดียมเพื่อลดโอกาสเกิดโรคไตและโรคหัวใจ อาจเสริมสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระและกรดไขมันที่จำเป็น เพื่อช่วยชะลอการเสื่อมและลดการอักเสบของเซลล์ ช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ในกรณีที่มีปัญหาข้อต่อหรือการเคลื่อนไหว อาจเสริมสารที่ช่วยในการบำรุงข้อต่อลงไปในอาหาร หรือเป็นอาหารเสริมแบบเม็ดก็ได้ นอกจากนี้ควรเป็นอาหารที่ช่วยลดการเกิดคราบหินปูน หรือช่วยขัดฟันเพื่อทำให้ลดการเกิดหินปูนด้วยค่ะ การดูแลผิวหนัง ขนและเล็บ น้องแมวที่แก่มักจะมีการเลียเพื่อทำความสะอาดและแต่งตัวเองน้อยลง เนื่องจากเคลื่อนไหวที่ทำได้ยากขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าของที่ควรจะช่วยน้องแมวในการทำความสะอาดตัวเอง โดยการทำความสะอาดรอบดวงตา อาจใช้แชมพูแห้งหรือผ้าทำความสะอาดตามตัวและขนของน้องแมว และแปรงขนน้องแมวอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้น้องแมวแก่มักจะมีปัญหาเล็บยาวกว่าปกติ เนื่องจากน้องแมวเหล่านี้จะไม่ค่อยลับเล็บ และเดินลดลงทำให้เล็บไม่สึกไปตามธรรมชาติและยาวขึ้นนั่นเอง ซึ่งอาจจะส่งผลให้เดินลำบาก หรือเจ็บเวลาเดิน ถ้าเล้บยาวมากๆ ก็อาจกลายเป็นเล็บขบงอกมาทิ่มเนื้อบริเวณเท้า จนเป็นแผลอักเสบได้ ดังนั้นถ้าน้องแมวเริ่มจะมีเล็บยาวเกินไป เจ้าของก็ต้องคอยเล็มปลายเล็บให้น้องแมวด้วยนะคะ กระบะทราย น้องแมวแก่บางตัวอาจจะมีปัญหาข้อต่อ ทำให้เคลื่อนไหวได้ไม่ดี จึงอาจจะทำให้ปีนเข้าออกกระบะทรายได้ลำบาก ดังนั้นถ้าสังเกตพบว่าน้องแมวมีอาการเดินเข้าออกกระบะทรายลำบาก ก็อาจจะเปลี่ยนกระบะทรายไปใช้แบบที่มีขอบเตี้ยลง เพื่อให้น้องแมวเข้าออกกระบะทรายได้สะดวกมากขึ้น ถ้าบริเวณบ้านที่อยู่อาศัยมีพื้นที่กว้างหรือมีหลายชั้นและแมวเคลื่อนไหวได้ไม่ดี เจ้าของอาจทำการเพิ่มจำนวนกระบะทรายและวางๆในหลายๆจุดของบ้านที่น้องแมวชอบไปนอน เพื่อที่น้องแมวจะได้ไม่ต้องเดินไกลๆไปเข้ากระบะทรายค่ะ [...]

Full Story »

การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของน้องแมวแก่

การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของน้องแมวแก่

by  tom_mk  15 / 04 / 2012 

เมื่อเวลาผ่านไป น้องแมวที่เราเลี้ยงก็เริ่มจะมีอายุมากขึ้น จนกระทั่งถึงวัยชราของน้องแมว โดยมากเราจะจัดว่าน้องแมวแก่เมื่อน้องแมวอายุประมาณ 8-10 ปีขึ้นไป ซึ่งน้องแมวก็จะเริ่มมีพฤติกรรมและสุขภาพที่อาจจะเปลี่ยนไป ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น เราลองมาดูกันค่ะ การมองเห็น โดยมากน้องแมวแก่จะมีปัญหาการมองเห็นลดลง เนื่องจากเซลล์ประสาทที่ตอบสนองต่อแสงที่จอตาเริ่มมีการเสื่อมลง ในบางครั้งเราอาจเห็นว่าน้องแมวมีแก้วตาขุ่นขาวขึ้น การได้ยิน การได้ยินของแมวแก่มักจะลดลง ทำให้เราพบว่าน้องแมวที่อายุเยอะจะตอบสนองต่อเสียงต่างๆรอบตัวลดลง ขน เรามักจะพบว่าน้องแมวแก่มักจะมีขนที่ดูหยาบ สีขนเปลี่ยนและขนจับเป็นก้อนง่ายขึ้น เนื่องจากน้องแมวแก่จะเลียขนเพื่อแต่งตัวเองลดลง ข้อต่อและกระดูก เราอาจจะพบว่าน้องแมวแก่มีการเคลื่อนไหวที่ลดลง หรือมีอาการเจ็บเกร็งขาเวลาลุกขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเช้าๆ หลังจากตื่นนอนค่ะ ฟันและช่องปาก สุขภาพฟันของน้องแมวแก่ อาจจะแย่ลงเพราะเนื่องจากมีหินปูนมาเกาะ ซึ่งก็จะทำให้เกิดปัญหาฟันผุ เหงือกอักเสบและช่องปากอักเสบตามมา ทำให้เราอาจจะสังเกตพบว่าน้องแมวกินอาหารลดลง มีน้ำลายไหลเยอะผิดปกติและมีกลิ่นปากที่แรงขึ้นได้ค่ะ เล็บ เรามักจะพบว่าน้องแมวที่แก่มักจะมีเล็บที่ยาวกว่าน้องแมวเด็ก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่น้องแมวอายุเยอะมักจะไม่ค่อยลับเล็บ ถ้าเราพบว่าน้องแมวแก่มีเล็บยาวมาก อาจจะจำเป็นต้องตัดปลายล็บน้องแมวออกบ้างค่ะ น้ำหนักตัว โดยมากมักพบว่าน้องแมวที่เข้าสู่วัยชรามักจะมีน้ำหนักตัวลดลง ซึ่งอาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น กินอาหารลดลงเนื่องจากมีกิจกรรมลดลง มีปัญหาฮอร์โมนไทรอยด์สูงผิดปกติ ช่องปากอักเสบทำให้กินอาหารไม่ค่อยได้ เป็นโรคไต/ตับ โรคเบาหวาน เป็นต้น ถ้าเจ้าของสังเกตพบว่าน้องแมวมีน้ำหนักตัวลดลงมากกว่า 10% ของน้ำหนักปกติ ควรรีบพาน้องแมวไปตรวจเช็คสุขภาพว่าป่วยด้วยโรคอะไรหรือไม่ด้วยค่ะ อวัยวะภายใน เมื่อน้องแมวมีอายุมากขึ้น ก็จะมีการเสื่อมลงของอวัยวะภายในต่างๆตามมา การหลั่งฮอร์โมนหรือสารเคมีภายในร่างกายบางตัวอาจจะลดลงหรือเพิ่มขึ้น [...]

Full Story »

น้องแมวน้ำหนักลด

น้องแมวน้ำหนักลด

by  auiyoung  20 / 03 / 2012 

น้ำหนักตัวของน้องแมวนั้น เป็นสิ่งชี้วัดอย่างหนึ่งถึงสุขภาพของน้องแมว ถ้าน้องแมวจู่ๆก็มีน้ำหนักตัวลด นั่นคงเป็นสิ่งที่ทำให้เจ้าของน้องแมวหลายท่านไม่สบายใจเป็นแน่ วันนี้ทางชุมชนคนรักแมวจึงมีเรื่องราวเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้น้องแมวน้ำหนักตัวลดลงมาฝากกันค่ะ น้ำหนักตัวลดลงมากแค่ไหนจึงจะถือว่าอันตรายต่อสุขภาพ น้ำหนักตัวลดเกิดจากภาวะที่ร่างกายได้รับพลังงานน้อยกว่าที่ร่างกายใช้พลังงานไป ทำให้ต้องนำพลังงานที่สะสมอยู่ในเนื้อเยื่อต่างๆออกมาใช้ จึงส่งผลให้น้ำหนักตัวลดลง ถ้าน้ำหนักตัวน้องแมวลดลงไปมากกว่า 10% ของน้ำหนักตัวปกติโดยที่ไม่มีภาวะขาดน้ำ จะถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องพิจารณาดูว่าน้องแมวตัวนั้นมีปัญหาสุขภาพอะไรหรือไม่ แมวที่มีน้ำหนักตัวลดบางตัวอาจจะยังมีความอยากอาหารตามปกติ เพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้ค่ะ สาเหตุที่ทำให้น้องแมวน้ำหนักลดลง ความเครียด เช่น การย้ายที่อยู่อาศัย เป็นต้น ก็อาจทำให้น้องแมวอยากกินอาหารลดลง ได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการไม่ดี หรือไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายน้องแมว ทางเดินอาหารมีปัญหา ทำให้ไม่สามารถย่อย และ/หรือดูดซึมสารอาหารได้ตามปกติ เช่น ภาวะลำไส้อักเสบเรื้อรัง ทำให้ระบบการย่อยและดูดซึมอาหารมีปัญหา หรือบางตัวมีปัญหาหลอดอาหารขยายใหญ่ ทำให้เกิดภาวะการอาเจียนเรื้อรัง ก็ทำให้น้องแมวได้รับสารอาหารไม่เพียงพอก็ได้ค่ะ โรคติดเชื้อไวรัสต่างๆ เช่น โรคลิวคีเมียติดต่อ โรคเอดส์แมว โรคไข้หัดแมว โรคช่องท้องอักเสบติดต่อ เป็นต้น ปรสิตและพยาธิต่างๆในทางเดินอาหาร อาจทำให้น้องแมวมีอาการอาเจียน ท้องเสีย หรือพยาธิอาจไปแย่งการดูดซึมสารอาหาร ทำให้แมวมีน้ำหนักตัวลดลงได้ โรคพยาธิในเม็ดเลือด อาจทำให้แมวมีไข้ ซึม เบื่ออาหารได้ ช่องปากอักเสบ หรือมีโรคในช่องปาก ทำให้น้องแมวมีอาการเจ็บปาก จึงไม่อยากกินอาหาร ทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ โรคเบาหวาน ในช่วงแรกของแมวที่เป็นเบาหวาน [...]

Full Story »

429239_10150670975664857_246032849856_8940943_688497391_n

โรคพยาธิเม็ดเลือดในแมว

by  auiyoung  20 / 03 / 2012 

โรคพยาธิเม็ดเลือดในแมวเกิดจากอะไรและติดมายังแมวได้อย่างไร โรคพยาธิเม็ดเลือดในน้องแมวเกิดจากเชื้อปรสิตริกเก็ตเซียที่ชื่อว่า Haemobartonella felis (ในบางประเทศอาจเรียกเชื้อนี้ว่า Eperythrozoon felis)   ซึ่งการติดต่อของเชื้อนี้นั้นเชื่อกันว่ามีพาหะเป็นแมลงดูดเลือด เช่น หมัด เป็นต้น เมื่อมาหมัดที่มีเชื้อนี้มากัดน้องแมว ก็จะปล่อยเชื้อนี้ใส่น้องแมวไปด้วย พบว่ามีการติดต่อจากแม่แมวไปสู่ลูกแมวผ่านทางรกหรือผ่านทางน้ำนมได้ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการติดเชื้อนี้ผ่านทางการให้เลือดด้วยค่ะ แมวที่ป่วยด้วยโรคนี้จะมีอาการอย่างไรบ้าง อาการของน้องแมวที่ป่วยจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหนนั้นจะขึ้นอยู่กับจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้อ ระยะของการติดเชื้อ ความไวในการเกิดภาวะโลหิตจางและสุขภาพของน้องแมวในขณะนั้นๆ เราอาจพบอาการได้ทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ซึ่งอาการแบบเฉียบพลันอาจมีดังนี้ ซึม อ่อนเพลีย ไม่อยากทานอาหารหรือทานอาหารลดลง มีภาวะเลือดจาง ทำให้สังเกตเห็นว่ามีสีเหงือกและเยื่อเมือกซีดกว่าปกติ ถ้าเลือดจางรุนแรงอาจพบภาวะดีซ่าน (ตัวเหลือง) และหายใจเร็วกว่าปกติได้ มีไข้ มักพบว่าม้ามและต่อมน้ำเหลืองโตกว่าปกติ น้องแมวบางตัวอาจมีอาการแบบเรื้อรัง ซึ่งมักจะพบว่าแมวมีอุณหภูมิปกติหรือต่ำกว่าปกติ ซึม อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลด ขนหยาบยุ่งเหยิง อาจจะพบภาวะดีซ่านหรือม้ามโตได้บ้าง แต่ไม่บ่อยเท่ากับอาการแบบเฉียบพลัน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าแมวป่วยด้วยโรคพยาธิเม็ดเลือด เราสามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้โดยพิจารณาจากอาการร่วมกับการตรวจเลือด ซึ่งมักจะพบว่าน้องแมวมีภาวะเลือดจาง มีเกล็ดเลือดต่ำ อาจตรวจพบเชื้อ Haemobartonella felis ที่ผิวของเม็ดเลือดแดง น้องแมวบางตัวอาจจะพบว่ามีค่าการทำงานของตับและไตสูงขึ้นได้ด้วย พบว่าน้องแมวที่รักษาจนหายป่วยจากอาการของโรคนี้แล้ว จะยังมีเชื้อพยาธิเม็ดเลือดนี้อยู่จำนวนหนึ่งในร่างกาย และไม่ทำให้แมวแสดงอาการป่วยได้อีก แต่สามารถเป็นพาหะของโรคได้ และอาจจะกลับมามีอาการป่วยเมื่อน้องแมวมีความเครียด หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น [...]

Full Story »

cat-loves-medicine

ยาฉีด VS ยากิน

by  auiyoung  20 / 03 / 2012 

เมื่อน้องแมวสุดที่รักของเราไม่สบาย สิ่งที่มักจะตามมาพร้อมกับการรักษาก็คือ การให้ยาเพื่อรักษาโรคนั่นเอง และคำถามที่หมอมักจะโดนเจ้าของถามประจำก็คือ ระหว่างยาฉีดกับยากินอันไหนดีกว่ากัน ฉีดยาจะอันตรายกับน้องหมาน้องแมวหรือไม่ ไม่ฉีดยาได้มั้ย วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจตรงนี้กันค่ะ ตอนไหนควรฉีดยา น้องแมวมีอาการอาเจียน หรือมีอาการท้องเสียจนเพลียมาก เพราะถ้าน้องแมวมีอาการอาเจียนอยู่ แล้วเราไปให้ยากิน น้องแมวก็อาจจะอาเจียนหรือสำรอกเอายาที่เราป้อนให้ออกมาจนหมด ทำให้การรักษาไม่ได้ผล มิหนำซ้ำในบางกรณีการป้อนยาอาจเป็นการกระตุ้นให้น้องแมวอาเจียนออกมามากขึ้น (เพราะทำให้ทางเดินอาหารส่วนต้นต้องมีการบีบตัวเพื่อไล่ยาลงไป) ก็จะยิ่งทำให้อาการน้องแย่ลงไปเสียอีก น้องแมวที่ไม่ค่อยมีสติรู้ตัวดีนัก หรือมีอาการซึมมาก เพราะน้องหมาหรือน้องแมวที่มีสติรู้ตัวไม่ดีนักหรือมีอาการอ่อนเพลียมาก อาจจะมีโอกาสสำลักยาลงไปในทางเดินหายใจได้มากกว่าน้องหมาที่มีสติรู้ตัวดี ซึ่งการสำลักยาลงทางเดินหายใจนี้อาจทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบ หรือการอุดตันในทางเดินหายใจ ส่งผลให้น้องหมาน้องแมวมีอาการที่ทรุดลงได้ น้องแมวทานยังไม่ยอมอาหาร และเจ้าของป้อนอาหารให้ทานไม่ได้ เพราะยาบางประเภทควรจะทานหลังอาหารทันทีเท่านั้น เนื่องจากมีฤทธิ์ระคายเคืองทางเดินอาหาร ซึ่งอาจทำให้อาเจียนหลังทานยาได้ ถ้าไม่ทานอาหารเข้าไปก่อน เช่น ยาในกลุ่มยาลดไข้ ลดอักเสบ ยาปฏิชีวนะบางชนิด เป็นต้น ยาชนิดนั้นๆ ไม่มีในรูปแบบยากินหรือในรูปแบบอื่นๆ น้องแมวมีปัญหาทานยายาก หรือเจ้าของไม่สามารถป้อนยาได้ แต่จำเป็นต้องได้รับยาต่อเนื่อง คุณหมอก็อาจจะนัดมาฉีดยาทุกวันแทน ตอนไหนควรกินยา น้องแมวที่จำเป็นต้องได้รับยาต่อเนื่องในระยะเวลาหนึ่ง น้องหมา/น้องแมวนั้นไม่ได้มีอาการอาเจียน/ท้องเสียรุนแรงหรือมีปัญหาป้อนยาแล้วสำลัก โรคบางโรคต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาที่ยาวนาน และต้องได้รับยาต่อเนื่องทุกวัน การเอาน้องแมวไปฉีดยาต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ อาจทำให้น้องเครียดเพราะต้องเจ็บตัวที่มาฉีดยาทุกวันได้ จนอาจทำให้ฝังใจกลัวการมาคลีนิคหรือโรงพยาบาลสัตว์ได้ ยาบางประเภทไม่มีในรูปแบบของยาฉีด มีแต่ในรูปแบบยากิน หรือยาในรูปยาฉีดมีผลข้างเคียงต่อตัวสัตว์มากกว่ายาในรุปแบบยากิน เช่น ยาในกลุ่มฆ่าพยาธิเม็ดเลือดกลุ่ม [...]

Full Story »

 
 


This website uses a Hackadelic PlugIn, Hackadelic SEO Table Of Contents 1.7.3.